ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

เรื่องเล่า

พอแช่ลงไปแล้ว แม้แต่การดูเวลาก็ไม่จำเป็นอีก

น้ำพุร้อนเป่ยโถว

ยังไม่ทันถึงบ่อน้ำพุร้อน กลิ่นกำมะถันก็มาก่อน กลิ่นที่มีไออุ่นปนอยู่ คละอยู่ในหมอกบนไหล่เขาเป๋ยโถว เตือนว่าห่างจากใจกลางไทเปมาไกลแล้ว ทั้งที่นั่งรถไฟฟ้ามาแค่ยี่สิบกว่านาที อากาศชื้น ขั้นบันไดหินชื้น แม้แต่แสงบ่ายก็เหมือนถูกกรองผ่านไอน้ำมารอบหนึ่ง ตกลงบนตัวอุ่น ๆ เดินเลียบลำธาร น้ำพ่นไอขาว ไกล ๆ มีคนคุยภาษาไต้หวันช้า ๆ เสียงก็เหมือนถูกหมอกแช่จนนุ่มลง

น้ำพุร้อนเป๋ยโถวคือนิสัยที่คนญี่ปุ่นทิ้งไว้ สมัยอาณานิคม ที่นี่ถูกสร้างเป็นแหล่งพักฟื้นและแช่น้ำ พิพิธภัณฑ์น้ำพุร้อนกระเบื้องเขียวอิฐแดงนั้น เดิมคือโรงอาบน้ำสาธารณะปี 1913 ชั้นสองที่เป็นไม้ยังปูเสื่อทาทามิ เหยียบเท้าเปล่าแล้วเย็น ปนกลิ่นไม้เก่า ไม่ไกลนัก หุบเขาความร้อนพ่นไอขาวทั้งวัน น้ำร้อนจนยื่นมือไม่ได้ คนท้องถิ่นเรียกว่าหุบนรก ผลึกกำมะถันย้อมหินเป็นสีระหว่างเหลืองกับเขียวที่เรียกชื่อไม่ถูก

ชั่วขณะที่จมลงในบ่อ กลิ่นกำมะถันก็ใกล้ขึ้น ผิวแสบก่อน แล้วค่อย ๆ คลายทีละนิ้ว ไหล่ทรุดลงโดยไม่รู้ตัว แม้แต่ความตึงที่พูดไม่ออกซึ่งกลางวันอัดไว้ในร่าง ก็ค่อย ๆ ละลายตาม ผิวน้ำลอยหมอกขาวบาง ๆ จุ่มครึ่งหน้าลงในน้ำอุ่น เหลือเพียงดวงตาเหนือผิวน้ำ มองหมอกวนเวียนอยู่เหนือหัว รวมตัวแล้วก็กระจาย

บ่อข้าง ๆ ลุงคนหนึ่งหลับตา ครึ่งตัวจมในน้ำ ราวกับนั่งอยู่ทั้งบ่ายแล้ว ขี้เกียจแม้แต่จะขยับนิ้ว ไม่มีใครพูด ทั้งโรงอาบน้ำเหลือเพียงเสียงน้ำ เสียงน้ำหยดจากชายคา กับเสียงนกหนึ่งสองครั้งแต่ไกล ไอน้ำลบเส้นขอบของทุกคนให้พร่าเลือน แยกไม่ค่อยออกว่าใครเป็นใคร และก็ไม่จำเป็นต้องแยก

แช่ไปนาน ๆ แม้แต่เวลาผ่านไปเท่าไรก็ไม่แน่ใจแล้ว เดิมยังคิดอยู่ว่าเดี๋ยวจะไปไหน กี่โมงต้องไป แช่ไปแช่มากลับลืมหมด แม้แต่หยิบมือถือดูเวลาก็ดูเกินจำเป็น ร่างกายเบาขึ้นเรื่อย ๆ สติช้าลงเรื่อย ๆ ราวกับทั้งคนกำลังละลายลงในบ่อน้ำอุ่นนี้ทีละนิด แยกไม่ออกว่าตรงไหนคือตัวเอง ตรงไหนคือน้ำ

ครั้งนั้นแช่เสร็จเดินออกมา ข้างนอกฟ้ามืดแล้ว แต่ทั้งตัวเบาราวกับทิ้งบางอย่างไว้ในน้ำ กลิ่นกำมะถันยังเกาะอยู่ในผม ตามลงเขามาตลอดทาง ผมคิดว่าการลืมเวลานั้น คงเป็นสิ่งที่มาเป๋ยโถวอยากได้จริง ๆ แต่พูดออกมาไม่ได้ ไม่ใช่แช่ความเหนื่อยทั้งวันให้หายไป แต่แช่ตัวเองที่คอยดูนาฬิกา คอยเร่งรีบ ให้หายไป

เรื่องเล่า